Blogg

RSS
  • Album Review: Britney Spears - Femme Fatale (by Tonberry)

    14 mar 2011, 04:27




    Britney Spears เจ้าหญิงแห่งวงการเพลง Pop กับอัลบัมใหม่ล่าสุดที่ใช้ชื่อว่า 'Femme Fatale' อัล บัมนี้ได้ Dr.Luke ผู้สร้างความโด่งดังให้กับหลายศิลปิน และ Max Martin เพื่อนเก่าคู่บุญกันมาตั้งแต่อัลบัมแรกมาเป็น Executive Producer ของอัลบัม โดยทิศทางของ Studio Album ที่ 7 นี้จะมาในแนว Electro-Pop-Dance พูดกันว่าเป็นภาคต่อของอัลบัม Blackout เลยทีเดียว แต่จะมีความหนักในเนื้อดนตรีและจังหวะเบสไลน์ที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งก็น่าจะได้ยินกันมาพอสมควรแล้วกับ single แรกจากอัลบัมนี้ 'Hold It Against Me' ที่ได้เบิกทางมาอย่างชัดเจนแล้วว่า อัลบัมนี้จะมีแนวเพลงเป็นอย่างไร แล้วถ้าคุณยังยืนอยู่บนพื้นฐานของเพลง Pop หรือชอบเพลง Pop/Dance แบบที่กำลังเป็นเทรนด์อยู่ในตอนนี้แล้วล่ะก็ คิดว่าคงไม่ผิดหวังแน่นอนกับอัลบัมใหม่ของเธอคนนี้






    1. [ Till The World Ends ]



    * Rating: 3.5/5
    * Writers: Alexander Kronlund, Ke$ha Sebert, Lukasz Gottwald, Max Martin
    * Producers: Dr. Luke, Max Martin, Billboard
    * เพลง นี้เป็นเพลงเปิดอัลบัมและเป็น single ที่ 2 ยังคงมาในแนวเดิมแบบเดียวกับ single แรก เพียงแค่ครั้งแรกที่ได้ฟังก็รู้สึกว่าเพลงนี้ติดหูมากกก ยิ่งท่อนฮุด โอ้ๆๆๆ ยิ่งติดหูหนัก รับรองว่าถ้าลงวิทยุเมื่อไรคงร้องตามกันเป็นแถวๆ ด้านดนตรีจัดมาดีมาก ลูกเล่นเยอะมากกกก บีทหนักหน่วงลงตัวเป๊ะสุดๆ เก๋สุดตรงที่ได้ Billboard มาทำ dubstep เก๋ๆเหมือนเสียงเครื่องดับตรงกลางเพลง ชอบสุดก็ตรงนี้แหล่ะ ทางด้านเนื้อเพลงไม่มีอะไรมาก ก็แค่ชวนคนออกมาเต้นๆๆๆๆๆๆ เต้นกันไปจนกว่าโลกจะแตกตาย แต่เพลงนี้ประเด็นมันมาหยุดอยู่ตรงที่ว่า เพลงนี้มีกลิ่นอายของ Ke$ha อยู่เต็มๆ จนรู้สึกว่าเยอะไปนะ เยอะไป... นึกว่าเพลงเหลือมาจากอัลบัม Cannibal ซะนี่ ถึงจะได้ Ke$ha มาร่วมแต่งแต่มันไม่ใช่เพลงของ Ke$ha ซะหน่อย นี่มันเพลง Britney!! ทำไมเรากลับไปนึกถึง Ke$ha ได้ขณะที่ฟังเพลง Britney ได้กันล่ะนี่ นี่เป็นจุดด้อยที่สุดของเพลงนี้ ไม่ปลื้มเลยนะ เพลงที่ดีกว่านี้ก็มีเยอะเต็มอัลบัม ทำไมเอาเพลงตลาดๆธรรมดาแบบนี้มาเป็น single ถ้าตัดช่วงบอลล์โลกก็ว่าไปอย่าง จะได้โอ้เยกันสนุกปาก ศิลปินอื่นก็ทำได้นะเพลงธรรมดาๆแบบนี้ มันไม่ใช่เพลง ที่ทำมาเพื่อ Britney Only เหมือนเพลงอื่นๆที่ผ่านๆมา







    2. [ Hold It Against Me ]

    * Rating: 4/5
    * Writers: Lukasz Gottwald, Martin, Mathieu Jomphe, Bonnie McKee
    * Producers: Dr. Luke, Max Martin, Billboard (co.)
    * เพลง นี้ฟังกันมาเยอะแล้ว ขอสั้นๆแล้วกัน เพลงนี้เป็นเพลงเปิดตัวที่จัดว่าโอเคมากๆ เพลงค่อนข้างติดหู ร้องตามไม่ยากตามสไตล์ Britney เริ่มต้นเพลงด้วยจังหวะบีทหนักๆแบบที่ Dr.Luke ถนัดๆ พอมาถึงท่อนฮุคก็ดาวน์ลง เสร็จแล้วก็กลับมาหนักหน่วงกันต่อ จนถึงกลางเพลงอันนี้แหล่ะคือจุดที่ peak ที่สุดของเพลงนี้ ท่อน breakdown และ dubstep (ที่เป็นเหมือน DNA ของเกือบทุกเพลงในอัลบัมนี้) ใช้แค่บีทธรรมดามากๆแต่สามารถทำให้ท่อนนี้แตก ต่างไปจากส่วนอื่นๆของเพลงได้อย่างสิ้นเชิง ถึงขั้นที่ David Guetta ทนไม่ไหวออกมา tweet ด้วยความปลาบปลื้มกันเลยทีเดียว







    3. [ Inside Out ]

    * Rating: 4.5/5
    * Writers: Lukasz Gottwald, Martin, Mathieu Jomphe, Bonnie McKee
    * Producers: Dr. Luke, Max Martin
    * เพลง จังหวะกลางๆ แต่คงจัดเป็นเพลงช้า ถ้าเทียบกับเพลงอื่นๆในอัลบัมแล้วล่ะก็ ตัวเพลงค่อนข้างมีความเป็น R&B อยู่เล็กน้อย ดนตรีตอนเริ่มเพลงก็มีกลิ่นอายของภารตะอยู่จางๆ เนื้อหาเพลงนี่มันแบบว่า เอ่อออออ คงต้องขอ PG18 แปะไว้ล๊ะกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะเพลงนี้จัดเป็นอีก 1 เพลงที่ดีที่สุดของอัลบัมนี้ คิดว่าถ้าทุกคนได้ฟังแล้วจะต้องเปิดกลับมาฟังอีกแน่นอน! น่าจะมีลุ้นเป็น single ถัดๆไปนะ





    4. [ I Wanna Go ]

    * Rating: 5/5
    * Writers: Max Martin, Savan Kotecha, Karl Schuster
    * Producers: Max Martin, Shellback
    * เพลง นี้เป็นอีก 1 เพลงที่สะดุดตั้งแต่ได้ยิน snippet เพียงไม่กี่วิ แล้วกระแสตอบรับเพลงนี้ดีมาก เป็น Favorite Track ของอัลบัมนี้แทบทุกสำนัก แต่ก็จริง ฟังแล้วอยากขยับแข้งขามากๆ Max กับ Shellback ทำเพลงนี้ได้เหมาะกับ Britney มาก มันต้องแบบนี้แหล่ะ เพลงเปรี๊ยวๆ จี๊ดๆ แก่นๆ เก๋ๆ สนุกๆ ดิสโก้นิ๊ดๆ ยูโรจางๆ ท่อนฮุคติดหูหนึบหนับ บวกเสียง whilsting เหมือนเสียงผิวปาก เก๋นะ เก๋มากจริงๆเพลงนี้ จะติก็มีแค่เสียง Britney นี่แหล่ะไม่รู้อะไรบีบคออยู่ แต่ลองคิดกลับกันถ้าไม่ใช่เสียงโทนนี้แบบนี้ มันก็ไม่เหมาะกับเพลงนี้ มันไม่ใช่อารมณ์ของเพลงนี้ซิ่ ก็เลยไม่รู้จะหักคะแนนตรงไหนดี ยกผลประโยชน์ให้จำเลยไป 5/5 โลด แล้วตัดเป็น single ด้วยนะ ยังคงรอออกไปแดนซ์เพลงนี้พร้อมคนอื่นๆตามผับตามบาร์อยู่





    5. [ How I Roll ]

    * Rating: 4/5
    * Writers: Christian Karlsson, Henrik Jonback, Magnus Lidehäll, Pontus Winnberg, Nicole Morier, Bonnie McKee
    * Producers: Bloodshy, Jonback, Magnus
    * รอบ แรกแอบรำคาญเพลงนี้เหมือนกัน แต่พอมาฟังอีกรอบ ลูกเล่นล้ำๆเยอะมาก ทั้งเสียงต๊องๆ เสียงบ๊อบๆฟองอากาศ เสียงเฟี้ยวฟ้าว งานล้ำๆแบบนี้มีคนนี้คนเดียวเท่านั้น > Bloodshy เค้าทำให้เพลงนี้แตกต่างไปจากเพลงอื่นๆในอัลบัมอย่างสิ้นเชิงเลย แอบรู้สึกถึง Brave New Girl อารมณ์นั้นเลย ท่อนที่ชอบคือท่อน Bridge ค่อนข้างจะน่ารักน่าชังเอามากๆ และชอบเสียงกับแนวการร้องกึ่งแร๊พของ Britney แบบในเพลงนี้นะ เสียงก็ไม่แหลมจนปวดหู แต่เพลงมันไม่ค่อยจะติดหูเลย ต้องแคะหลายรอบหน่อยกว่าจะผ่าน สำหรับบางคนอาจฟังแล้ว เอ้อออ...ผ่านไป แถมรำคาญอีกต่างหากเพราะอะไรก็ไม่รู้เยอะเกิน เดี๋ยวเสียงเคาะ เสียงป๊อบ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทั้งเพลง ปล. เราว่าเราได้ยินเสียง Paino ด้วยนะ.....







    6. [ (Drop Dead) Beautiful ]

    * Rating: 3/5
    * Writers: Ester Dean
    * Producers: Benny Blanco, Ammo, JMIKE, Billboard
    * เหมือน เพลงประมาณช่วงอัลบัมที่ 2-3-4 ของ Britney เลย (ช่วยนับให้ก็ประมาณ 8-9 ปีที่แล้วอ่ะนะ) ถ้าจะตัดเพลงนี้เป็น single ก็มีเหตุผลเดียวก็คือ ค่ายอยากจะดันแร๊พเปอร์หญิง no name หน้าใหม่ ที่มาขอแจมในเพลงนี้ด้วยที่ชื่อ 'Sabi' (มันก็ดูมีเหตุมีมูลนะเนี่ย แทนที่จะเลือกแร๊พเปอร์หญิงดังๆ โลกนี้มีตั้งหลายคน) แน่นอนมันเป็นเพลงที่ธรรมดามากๆ ไม่มีอะไรเอามากๆ แต่ก็ฟังได้เรื่อยๆ เอาเข้าจริงถ้าตัดมาก็อาจจะฮิทได้เหมือนกัน ก็มันร้องตามได้เรื่อยๆแถมมี แร๊พเปอร์มาแหล่ให้ 1 ช่วง เป๊ะๆตามสูตรเพลง Pop อยากติดชาร์ทฉบับตลาดอเมริกา หลายคนอาจจะชอบเลยเพราะค่อนข้างติดหูแบบเพลง เก่าๆของ Britney หยิบอัลบัมเก่ามาฟังต่ออาจจะนึกว่ามาจาก era เดียวกันโดยไม่รู้ตัวก็ได้นะ จะว่าไปพอเปิดกรอกหูฟังไปฟังมาหลายรอบๆมันก็ เพลินดีนะเออ เผลอร้องตามไม่รู้ตัวซะงั้น.... เสียง Sabi ก็โอเค ...นึกถึง Penelope Magnet ใน MATM เสียงปิดเครื่องเกมส์ตอนจบไม่ควรมีนะ ผิดที่สุด





    7. [ Seal It With A Kiss ]

    * Rating: 4/5
    * Writers: Max Martin, Henry Walter, Lukasz Gottwald, Bonnie McKee
    * Producers: Dr. Luke, Max Martin, Dream Machine
    * เพลง Pop ฟังง่ายสบายหู แบบนี้แหล่ะที่เราโหยหาในแบบ Britney เนื้อเพลงยั่วมากๆถึงมากที่สุด > come here closer don’t be shy, cross my heart and hope to die, keep a secret me and you, and seal it with a kiss ร้องไปแล้วลองจิตนาการตาม อย่าลืมจิกหน้าให้ sexy เล็กน้อยพอประมาณ แค่นี้แหล่ะก็เรียกว่าเข้าถึงอารมณ์ของเพลงนี้แล้ว จริงเพลงนี้ก็ไม่มีอะไร หวือหวา แต่ก็ไม่ได้ตกมาตราฐานอะไร ให้ 3.5/5 แต่บวกความลำเอียงที่ชอบ Track นี้เป็นการส่วนตัว ฟังรอบแรกรอบเดียวก็ชะงักกับ Track นี้เลย 4/5 ก็แล้วกัน







    8. [ Big Fat Bass ]

    * Rating: 3/5
    * Writers: William Adams
    * Producers: Will.I.Am
    * นี่ อาจจะเป็น Track ที่ทุกคนคาดหวังไว้เยอะ เนื่องจากตา Will.I.Am คุยฟุ้งเอาไว้เยอะ เพลงนี้เป็นเพลงคลับแดนซ์ที่เสียงเบสค่อนข้างจะเด่น บวกกับเสียงดนตรีที่คล้ายเสียงเพลงมาร์ชอะไรเทือกนั้น หลายคนบอกว่าค่อนข้างจะรกไปมันก็จริงอยู่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้นะ ว่ามันค่อนข้างจะล้ำ ลูกเล่นมันค่อนข้างเยอะๆตามสไตล์เพลงของ BEP อะไรแบบนั้นแหล่ะ ท่อนที่ดีที่สุดกลายเป็นท่อนกลางเพลงซึ่งเป็นท่อนที่ Will.I.Am พยายามยัดเยียดตัวเองลงไปบนเพลงนี้ ขโมยซีนไปนิ๊ดนึง แต่จะไปว่าท่านก็ไม่ได้ก็มันเพลงของท่านนิ่ ว่าแต่มีใครรู้สึกบ้างมั๊ย ว่าเพลงนี้ดูไม่เข้ากับเสียง Britney อย่างบอกไม่ถูก ถ้าได้ Fergie มาร้องอาจจะดีกว่านี้ โดยรวมของเพลงนี้จะบอกว่ามันก็เก๋นะ แต่มันเก๋แบบไม่สุด จะบอกว่าแย่มันไม่ได้แย่ เพลงมันดูครึ่งๆกลางๆงงๆบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าจะดีหรือจะร้าย





    9. [ Trouble For Me ]

    * Rating: 2.5/5
    * Writers: Heather Bright, Fraser T. Smith, Olivia Waithe
    * Producers: Smith
    * เพลง มีกลิ่นความเป็น Rock นิ๊ดนึง เสียงกีตาร์เยอะมากกกก เยอะไป ไม่ชอบเลย ดูไม่มีความลงตัว รู้สึกไม่มีอะไรเด่นเลยในเพลงนี้ ดูไม่มีอะไรให้พูดถึง คงเป็น Track ที่กดข้ามไปเลย





    10. [ Trip To Your Heart ]

    * Rating: 5/5
    * Writers: Karlsson, Jonback, Lidehäll, Winnberg, Morier, Stern
    * Producers: Bloodshy, Jonback, Magnus
    * เป็น เพลงที่โดยส่วนตัวคิดว่าดีที่สุดในอัลบัมนี้เลย Track นี้ก็ถือว่าเป็นเพลงช้านะ ถ้าเทียบกับ Track อื่นในอัลบัม ตอนขึ้นต้นแอบคล้าย Trouble ในอัลบัม Circus จังหวะเนิบนาบๆลอยละล่องได้อารมณ์เหมือน Unusual You แต่มีกลิ่นความเป็น techno-dance เล็กน้อยเจืออยู่ตลอดเวลา มาถึงท่อนฮุคเจอเสียงเครื่องดนตรีเข้าไป กุ๊งกิ๊งๆๆๆๆน่ารักมากมายที่สุด อยากจะ spread my wings out into the dark จากนั้นค่อย fly away on a trip to your heart เรารู้สึกรัก Bloodshy มากๆตั้งแต่ Toxic จนมาถึงเพลงนี้







    11. [ Gosoline ]

    * Rating: 3.5/5
    * Writers: Claude Kelly
    * Producers: Dr. Luke, Benny Blanco
    * โดย พื้นฐานเพลงนี้ก็เป็นเพลง Pop ธรรมดาเพลงนึง มีจุดเด่นคือการทำให้เพลงค่อนข้างติดหูทุกท่อนตั้งแต่เริ่ม เพลงยันท่อนฮุค ทุกคนฟังแล้วจะ Spark โดยทันที เหมือน Britney ต้องการให้ทุกคน set on fire ไปพร้อมกัน พูดถึงเนื้อเพลงแทนที่จะบอกกันตรงๆว่าต้องการอะไร เพลงนี้มีการนำเสนอเนื้อ เพลงออกมาในรูปแบบการเปรียบเปรยแทนแล้วปล่อยให้คิดกันเอาเอง เหมือนกับรถ ยนต์ที่ยังไงก็ต้องเติม Gasoline นั่นแหล่ะ โดยรวมเพลงนี่ก็ไม่ได้ดีอะไรนักหนาขนาดที่ว่าจะเป็น Toxic 2 ได้อะไรขนาดนั้นสักหน่อย ฟังแล้วก็ดี เฉยๆหน่ะ ท่อนฮุคมันพีคแบบไม่สุด





    12. [ Criminal ]

    * Rating: 3.5/5
    * Writers: Tiffany Amber, Max Martin, Schuster
    * Producers: Max Martin, Shellback
    * เนื้อหา แสบทรวงดีจริงๆด่า Kevin ไปเต็มๆ ดนตรีมาคล้ายๆแนวๆเพลงของ Madonna ช่วงนึงเลยนะ ใช้เป็นเพลงปิดอัลบัมที่โอเคอยู่เหมือนกันไม่ช้าหรือไม่เร็วจนเกินไป ภาคดนตรีโอเคมากจะให้ 4.5 แล้วเชียว แต่ไม่ชอบเสียง autotune ของ Britney ในเพลงนี้แสบหูเกินไป เหลือ 3.5/5 พอ







    โดยภาพรวม 'Femme Fatale' ถือเป็นการก้าวไปอีกขั้นหนึ่งแล้วสำหรับ Britney อัลบัมนี้จะถือว่าเป็น Pop/Dance ที่ดีที่สุดของเธอเลยก็ว่าได้ จริงอยู่เธอได้ปูทางมาแนวนี้ตั้งแต่อัลบัม Blackout เมื่อปี 2007 แล้วก่อนใครๆหน้าไหนทั้งนั้น แต่ Femme Fatale ไม่เหมือน Blackout ซะหมด ความเป็นสมัยนิยมที่จับมาผสมผสานหลายๆอย่างค่อนข้างลงตัวในอัลบัมนี้มากกว่า ไม่เป็นแค่เพลงแดนซ์ตลาดๆธรรมดา แต่กลับเป็นเพลงแดนซ์ที่ดูหรูมากขึ้น มีลูกเล่นเยอะขึ้น มีการนำความเป็น R&B และ Hip-Hop มาผสมทำให้รู้สึกสัมผัสถึงอัลบัม In The Zone เมื่อ 9 ปีที่แล้วได้เหมือนกัน จุดเด่นของอัลบัมนี้ก็คือ ถ้าคุณอยากจะฟังเพลง Pop/Dance สัก 1 อัลบัม คิดว่าอัลบัมนี้คงตอบโจทย์ได้เกือบทั้งหมด เพราะคุณจะได้แดนซ์จริงๆจากเพลงหลายๆเพลงในอัลบัมนี้ ส่วนจุดที่ยังด้อยสำหรับอัลบัมนี้ก็คิอเพลงเกือบทั้งหมดในอัลบัม เนื้อเพลงก็มาแนวๆเดิมๆเกือบทั้งนั้น แอบหวังเหมือนกันว่าวันนึงจะมีเพลงความหมายดีๆเหมือน Everytime อะไรแบบนั้นหรือดีกว่านั้นให้เราได้ฟังกันบ้าง นอกจากนี้เสียงร้องที่โดนปรับไปมาก จนเหมือนหุ่นยนต์เข้าไปทุกวัน โปรแกรมมิ่งมันเยอะเกินไปเกินความจำเป็นนะ เรายังคิดถึง original vocal แบบ Baby One More Time ถึงแม้จะผ่านมา 12 ปีแล้วก็ตาม





    Overall Rating : 4.5/5
  • ### ~ Top 20 Songs of 2009 ~ ###

    31 dec 2009, 08:19

    this is my 20 most favorite songs in 2009's. (only 20, 50 is too much lOl) Counting for recordings released/played during the January 1st, 2009 through December 31st, 2009



    1. Utada Hikaru – This One (Crying Like A Child)


    2. Brown Eyed Girls – Abracadabra


    3. Taylor Swift – You Belong With Me


    4. Jesse McCartney Feat. Ludacris – How Do You Sleep (Remix)


    5. Beyonce Knowles – Halo


    6. BoA – Mamoritai ~White Wishes~


    7. Super Junior – It's You


    8. Britney Spears – 3


    9. Kelly Clarkson – Already Gone (Radio Edit)


    10. Leona Lewis – Happy


    11. Jay-Z Feat. Alicia Keys – Empire State of Mind


    12. 2PM – I Hate You


    13. Lady GaGa – Paparazzi


    14. Owl City – Fireflies


    15. Alicia Keys – Doesn't Mean Anything (Radio Edit)


    16. The Pussycat Dolls – Hush Hush, Hush Hush


    17. Super Junior – SORRY, SORRY


    18. SHINee – Ring Ding Dong


    19. Leona Lewis – I See You


    20. Tata Young – My Bloody Valentine
  • ### ~ Top 50 Songs of 2007 ~ ###

    31 dec 2007, 05:09

    This is my 50 most favorite songs in 2007's. Counting for recordings released/played during the January 1st, 2007 through December 31st, 2007







    1. Say It Right
    Nelly Furtado
    Loose





    2. Baby Don't Cry
    Namie Amuro
    Play





    3. Flavor Of Life (Original Version)
    Utada Hikaru
    Flavor Of Life





    4. Gimme More (Kimme More Remix)
    Britney Spears Featuring Lil' Kim
    Blackout





    5. Marionette
    Ayumi Hamasaki
    Guilty





    6. Lose Your Mind
    BoA Featuring Yutaka Furukawa From Doping Panda
    Lose Your Mind





    7. Jewel
    Ayumi Hamasaki
    Secret





    8. Hide & Seek
    Namie Amuro
    Play





    9. Clumsy
    Fergie
    The Dutchess





    10. Momentum
    Ayumi Hamasaki
    Secret





    11. Eien No Uta
    Mika Nakashima
    Eien No Uta





    12. Bleeding Love
    Leona Lewis
    Spirit





    13. Girlfriend
    Avril Lavigne
    The Best Damn Thing





    14. Apologize
    Timbaland Featuring One Republic
    Shock Value





    15. The Sweet Escape
    Gwen Stefani Featuring Akon
    The Sweet Escape





    16. Chu-Lip
    Ai Otsuka
    Love Piece





    17. Beautiful Liar
    Beyonce Knowles Featuring Shakira
    B'Day (Deluxe Edition)





    18. 4 In The Morning
    Gwen Stefani
    The Sweet Escape





    19. Umbrella (Remix)
    Rihanna Featuring Jay-Z & Chris Brown
    Good girl Gone bad





    20. Make Me Wonder
    Maroon 5
    It Won't Be Soon Before Long





    21. Give It To Me
    Timbaland Featuring Justin Timberlake & Nelly Furtado
    Shock Value





    22. Beautiful World
    Utada Hikaru
    Beautiful World/Kiss & Cry





    23. Together When...
    Ayumi Hamasaki
    Guilty





    24. A Moment Like This
    Leona Lewis
    Spirit





    25. Funky Town
    Namie Amuro
    Play





    26. Rule The World
    Take That
    Beautiful World: Tour Souvenir Edition





    27. No One
    Alicia Keys
    As I Am





    28. Love Letter
    BoA
    Love Letter





    29. Together
    Dong Bang Shin Ki
    Together





    30. If That's OK With You
    Shayne Ward
    Breathless





    31. Piece Of Me
    Britney Spears
    Blackout





    32. Wall To Wall
    Chris Brown
    Exclusive





    33. Lovin' Life
    Funky Monkey Babys
    Funky Monkey Babys 2





    34. Pocket
    Ai Otsuka
    Pocket





    35. Winter Love
    BoA
    Made In Twenty (20)





    36. Breathless
    Shayne Ward
    Breathless





    37. Early Winter
    Gwen Stefani
    The Sweet Escape





    38. Reach Out
    Take That
    Beautiful World





    39. (Don't) Leave Me Alone
    Ayumi Hamasaki
    Guilty





    40. 1,2,3,4
    Feist
    The Reminder





    41. I'm Here
    Yuna Ito
    I'm Here





    42. Now That You Got It
    Gwen Stefani Featuring Damien Marley
    The Sweet Escape





    43. Stranger
    Hilary Duff
    Dignity





    44. Get Up & Move!!
    Koda Kumi
    Black Cherry





    45. Like You'll Never See Me Again
    Alicia Keys
    As I Am





    46. Part Of Me
    Ayumi Hamasaki
    A Best 2 ~Black~





    47. Kumuriuta
    Ai Otsuka
    Love Piece





    48. LoveStoned/I Think She Knows
    Justin Timberlake
    FutureSex/LoveSounds





    49. With Love
    Hilary Duff
    Dignity





    50. Love Like This
    Natasha Bedingfield Featuring Sean Kingston
    Pocketful Of Sunshine
  • ★+๑๐.♡ 「 Blackout 」 ~ Review ~ ♡.๐๑+★

    13 nov 2007, 12:51

    Blackout
    คืออัลบัมแรกในรอบ 4 ปีของบริทนี่ย์ แต่จริงๆอัลบัมนี้เป็น studio อัลบัมที่ 5 ของบริทนี่ย์แล้ว ซึ่งแน่ล่ะว่าอัลบัมนี้บริทนี่ย์ได้เติบโตขึ้นมาอีกขั้นนึงในด้านของผลงานเพลง เธอได้รวบรวมเอาเพลง Pop สมัยใหม่ชั้นเลิศมาให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบอัลบัม เราลองไปดูกันทีละเพลงดีกว่ามันสมกับการรอยคอยมานานแสนนานหรือไม่







    Gimme More (4.6/5.0)
    เพลงเปิดตัวของอัลบัม มันเป็นเพลงเต้นรำแบบ Electro-Pop ที่เจ๋งไปเลยว่ามั๊ยล่ะ แค่เริ่มต้นคนก็จำได้แล้ว “It’s Britney, Bitch” กลายเป็นสโลแกนใหม่ของชาวแฟนคลับไปเลย ด้วยภาคดนตรีที่เก๋ล้ำนำสมัย จังหวะที่น่าโยกหัวตาม กับท่อนฮุคที่ติดปาก ‘Gimme Gimme More’ เมื่อหลับตาลงแล้วนึกตาม มันเหมือนเราหลุดเข้าไปในที่ๆหนึ่งที่บรรยากาศสลัวๆเหมากับการเปิดฟลอร์เต้นรำ จุดเด่นของเพลงนี้คงหนีไม่พ้นท่อนฮุค มันดูเหมือนจะง่ายนะแค่เอาคำว่า Gimme มาร้องวนๆก็ได้แล้ว (จุดเด่นของบริทนี่ย์ก็คือตรงนี้แหล่ะ สามารถทำเพลงให้ติดหูคนฟังได้ง่ายๆโดยไม่ต้องมีอะไรมาก) แต่ก็กลัวคนฟังจะเบื่อคำว่า More ก็เปลี่ยนโทนเสียงไปๆมาๆใหญ่บ้างเล็กบ้างให้งงเล่น สรุปแล้วเป็นการเปิดตัวที่ยอมเยี่ยมมากครับ ขอปรบมือให้กับเพลงนี้เลย







    Piece Of Me (4.3/5.0)
    จุดเด่นของเพลงนี้คงต้องยกให้เนื้อเพลงนะ เป็นการเสียดสีได้อย่างเจ็บแสบเลยทีเดียว ภาคดนตรีเจ๋งตรงที่เป็นดนตรีแบบสังเคราะห์แล้วเล่นเสียง beat ทำให้มันเหมือนเสียงโซ่กระทบกัน บางทีฟังๆแล้วมันกลายเป็นว่า beat จะแรงเกินไปด้วยซ้ำ ลูกเล่นอีกอย่างของเพลงนี้คือที่ลักษณะของการร้องที่ส่วนใหญ่จะเป็นการเปล่งเสียงลอดผ่านฟันมากกว่าที่จะออกจากลำคอมาตรง ไม่เชื่อลองร้องดูซิ่ แล้วอย่าลืมหาทิชชู่มาเช็ดน้ำหมากกันด้วยหล่ะ

    Radar (4.7/5.0)
    Bloodshy & Avant ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยนะ ดนตรีสังเคราะห์มาแนว Electro/Eurodisco
    เหมือนในวิดีโอเกมส์ พอมาถึงท่อนฮุคก็ติดหูหนึบหนับทันทีแม้จะได้ฟังเพียงครั้งเดียว ถึงแม้ว่าดนตรีจะล้ำแต่ก็ถูกจำกัดไปด้วยเสียงของบริทนี่ย์เอง ซึ่งเธอดัดเสียงจนแหลมเล็ก จนอาจจะน่ารำคาญไปนิ๊ดสำหรับบางคน แต่มันก็ดูเหมาะกับเนื้อหาของเพลงนะ มันต้องอย่างงี้แหล่ะจะออกล่าเหยื่อกันทั้งทีก็ต้องดัดจริตกันนิ๊ดนึง เพื่อรองรับท่อนสุดท้ายของเพลงนี้ "I can't let you get away" เสร็จแน่ ฮ่าๆๆๆ ...............ติดหูไปตามๆกันเลยทีเดียว







    Break The Ice (4.4/5.0)
    เพลงจังหวะเร็วเริ่มด้วยการขอโทษแฟนเพลงที่เธอหายไปนาน แต่ตอนนี้เธอก็กลับมาแล้ว พร้อมเพลงที่มีกลิ่นของ Destiny’s Child ติดมานิ๊ดหน่อย ท่อนฮุคสามารถร้องตามได้โดยไม่ยาก มีเสียงคีย์บอร์ดเก๋ๆแทรกเข้าหูมาด้วยตลอดเพลง เพลง sexy ดีนะ ตอนจบเธอแอบทำเสียงกระซิบกระซาบ I’m A Slave 4 U ภาค 2 แต่เป็น Hot Hot Hot …. ahhh !!!

    Heaven On Earth (3.5/5.0)
    มันเป็นเพลงที่จัดว่าดีนะ แต่ไม่ค่อยติดหู ท่อนที่เจ๋งคือท่อนเริ่มเพลงแหล่ะ your touch, your taste, your breath….. ที่จริงแล้วเพลงแนว Eurodance/Disco นี้ Sophie Ellis-Bextor ทำแนวนี้มาก่อนตั้งนานล๊ะนะ แต่ของบริทนี่ย์ลูกเล่นการไล่ระดับเสียงของการร้องในเพลงนี้เยอะกว่ามากถ้าจะเทียบกัน







    Get Naked (I Got A Plan) (3.9/5.0)
    Danja เป็นคนที่มีเอกลักษณ์ของการทำเพลงมาก ที่สามารถทำให้เพลงนี้เป็นเพลงเต้นรำที่คล้ายๆกับ Gimme More ที่ต่างคือ bass และ beat มากกว่า และเพิ่มกลิ่นอายของอินตะระเดียหยึยๆ + ความ sexy ของจังหวะดนตรีเข้ามา มันน่าเอาไปเปิดแถว RCA นะ ท่อนที่บริทนี่ย์ร้อง Get Naked, Get Naked, Get Naked มันได้ใจมากใช่มั๊ยล่ะ ถ้าไม่ติดว่าเสียงร้องของผู้ชายมันเยอะไปจนน่ารำคาญไป เพลงนี้คงเป็นเพลงเต้นรำที่ยอดเยี่ยมเลยก็ได้

    Freakshow (4.8/5.0)
    นี่คือเพลงที่บริทนี่ย์ใช้เสียงที่แท้จริงของตัวเองร้อง ฟังรอบแรกอาจจะรู้สึกว่าอะไรว๊ะ อะไรยังไง ดนตรีกะเสียงร้องมั่วๆไม่ได้เข้ากันเลย แต่ว่าถ้าผ่านไปหลายๆรอบจะเริ่มรู้สึกว่านี่เป็นเพลงที่ดีมาก เสียง bass ที่เหมือนเสียงปรบมือกับอากาศกับเสียงเคาะก๊องแก๊งๆมาผสมกับเสียงร้อง ตรงท่อนกลางเพลงที่ทำเสียงขาดๆหายๆ และท่อนฮุคที่ร้อง peep peep show มันเจ๋งซะยิ่งกว่าอะไรดี







    Toy Soldier (5.0/5.0)
    ดนตรี house แบบแนวทหารๆคับ เหมือนกำลังจะพาเราไปร่วมเดินพาเหรดที่ไหนสักที่ ฟังแล้วก็อยากกระโจนออกร่วมเดินขบวนด้วยทันที เพราะมันทั้งเก๋ ทั้งล้ำ และเจ๋งไปหมดซะทุกท่อน ทุกช่วงของเพลง แต่สิ่งหนึ่งที่ติดใจคือฟังไปเรื่อยๆแล้วรู้สึกถึงศิลปินคนนึงขึ้นมาทันที การร้องแบบนี้มัน Gwen Stefani’s style ไปหน่อย ฟังแล้วนึกถึงหน้าเกวนลอยขึ้นมาแต่เสียงร้องเป็นของบริทนี่ย์ (แต่จริงๆแล้วบริทนี่ย์มาร้องแนวนี้ก็ทำได้ดีเลยหล่ะนะ) ถึงอย่างนั้นก็เถอะเราก็ยังสนับสนุนเพลงนี้ให้เป็น single อยู่ดี (Bias สุดชีวิต) เพราะมันคือเพลงที่สุดยอดของอัลบัมนี้ ใช้ producer ระดับเทพถึง 2 ราย Bloodshy & Avant และ Sean Garrett ร่วมกันเพื่อสร้างเพลงดีๆเพลงนี้ขึ้นมา ไม่น่าปล่อยไว้ประดับอัลบัมเฉยๆเนอะ

    Hot As Ice (4.3/5.0)
    เพลงนี้จังหวะจะเริ่มลดลงมาจากเพลงก่อนหน้านี้ ทำให้เราได้พักหายใจกันบ้าง เป็นเพลงแนวดนตรีสังเคราะห์ R&B น่ารักๆครับ แบบ Album Version นี่ดีกว่าตอน Demo Version (หรือที่รู้จักกันคือ Cold As Fire) มาก เพราะคิดว่าการร้องเลียนเสียงเหมือนเสียงเด็กเสียงแบบนี้ ถ้าใช้เสียงแหลมเกินไปมันจะกลายเป็นน่ารำคาญหนวกหูเหมือนเด็กกำลังงอแงมากกว่านะ







    Ooh Ooh Baby (4.6/5.0)
    แนวดนตรีแบบฉบับลาตินฟังสบายๆไสตล์ Flamengo เพลงนี้นำเด่นมาด้วยเสียงเกลากีตาร์สเปนตั้งแต่ต้นเพลงยันท่อนฮุค (ที่ติดหูมากๆ) และไปเรื่อยๆจนจบเพลง ไม่แปลกเลยที่คุณอาจจะนั่งฟังและเผลอร้องเพลงนี้ตามไปเบาๆโดยไม่รู้ตัว Ooh Ooh Baby, touch me and i come alive…







    Perfect Lover (3.8/5.0)
    เพลงนี้มาในแนว Janet Jackson แต่เหมือนเพลงจะไม่ค่อยมีจุดเด่นอะไรให้น่าจดจำ ฟังแล้วก็ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่ก็โอเคนะ โดยรวมแล้วเป็นเพลงที่ดี ไม่ถึงน่าเบื่อสักเท่าไรนัก







    Why Should I Be Sad (4.0/5.0)
    เพลงนี้คงเป็นเพลงช้า(ที่สุดในอัลบัม) และเป็น track เดียวที่มีเนื้อหาสะท้อนเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเธอในช่วงปีที่ผ่านมา เนื้อหาน่าจะออกแนวให้กำลังใจกับบริทนี่ย์มากกว่าล่ะมั๊ง (โดยอ้อมๆ) ต้องขอบคุณ Pharrell นะที่แต่งเพลงนี้ให้ ไม่รู้ว่าจงใจกัดใครบางคนด้วยหรือเปล่า ที่ฟังดูรู้สึกว่าจะเอาสไตล์ของ soul ในยุค 80 มาใส่ในเพลงนี้ด้วยเล็กน้อยนะ



    Average Score 4.5/5.0



    Written by: タッキー
    (Tonberry)
  • GWEN STEFANI - The Sweet Escape Tour - Live In Bangkok

    25 aug 2007, 09:36

    ขอเล่าหน่อยนะ !!!



    เพิ่งไปดู กะเวน GWEN มา The Sweet Escape Tour สนุกมากกกมายยย คนเยอะดี ไฮโซเยอะดี อารมดูเป็นผู้ใหญ่ไปดูเยอะว่ะ ดาราตรึมม ฝรั่งตึมมประมาณ 50% ได้ ไม่รุ้ princess องค์ไหนเสด็จไปดูด้วย เห็น GWEN บอกว่าเป็นครั้งแรกของเธอที่มี princess มานั่งดูคอนเสิร์ต...ปลื้มอ่ะ


    โปสเตอร์หน้างาน




    อันนี้สปอนเซอรืหลักเค้า





    แบบว่าที่นั่งสูง oh my godd มากอ่ะ บัตร 600 ว่ะ ถูกสุด แต่สูงสุด!!!
    แม่งคือว่าบนสุดเลย สุดจริงๆ 555+ คือแบบแถวสุดท้ายของ Impact


    บัตรสวยอ่ะ ชอบมากกก









    นี่ถ่ายรูปเล็กๆน้อยๆ
    จากแถวบนสุด 55555+


    เห็นเกวนตัวสูง 2 ซม.
    แต่ในจอ projector นี่แบบว่า เกวนโครตน่ารักเลยอ่ะ
    แต่ละชุดแม่งก็โครตแนว harajuku


    <br>


    คอนเสิร์ตเริ่มแล้ววว








    คือว่านั่งสูงอ่ะนะ ซูมมมมจนมือถือเลนส์จะหลุด
    เลยถ่ายมาได้แค่นี้ เหอๆๆๆ




    เล่นเยอะดีนะ 18 เพลงแหน่ะ
    เพลงแม่งหลายแนวมาก แบบดนตรีญี่ปุ่นๆก็มี, coldplay อังกิดๆก็มี, R&B, แนวป่วงก็มี
    ส่วนมากก็ร้องกันไม่ค่อยได้หรอก เหอะๆๆๆ
    มีแต่พวกเพลงดังๆถึงจะร้องกันได้

    The Sweet Escape ร้องกันได้อยู่แล้ว ออกจะดัง เพลงเปิดงาน
    Rich Girl มันประกอบโฆษณาอะไรสักอย่างอ่ะ เลยร้องกันได้ใหญ่เลย
    4 In The Moring เพลงนี้เพราะมากเลยอ่ะ เกวนร้องสดเพราะมากๆๆๆๆๆๆๆๆ เล่นเอาอินกับเพลงไป 4 นาทีกว่าๆ
    Wind It Up เพลงนี้โครตป่วงเลยอ่ะ แบบฮาแตก ท่าเต้นป่วง เพลงก็ป่วง ดูแล้วขำๆ



    ถึง peak ของงานเลยก็ว่าได้พอ Hollaback Girl เล่น
    รู้สึกว่าคนลุกขี้นมา B-A-N-A-N-A-S กันทุกคนเลย

    ใครจะนึกว่าอยู่ดีๆอีเกวนจะกระโดดลงเวที วิ่งมาขึ้นบนแสตนด์ของโซนหลัง
    อีบัตร 4500 มองตาปริบๆ 555+ มายืนร้องตรงคนดูเลยอ่ะ
    แบบประทับใจสุดๆตรงนี้อ่ะ ร้องเพลง Cool
    คนร้องตามกันได้หมดเลย



    ส่วนเพลงสุดท้ายก็ What you waiting For มาเต้นป่วงๆให้ดู
    ก่อนจบเกวนร้องไห้ด้วยอ่ะ อารมแบบว่าคงปลื้มอ่ะ
    กรี๊ดกันไม่ยอมเลิก กรี๊ดกันนานมากกกกกกกก





    จบแล้ว สนุกมากเลย
    1 ชม. กับ 40 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
    ทีแรกชั่งใจมากตอนซื้อบัตรแบบว่ากึ่งอยากดูกึ่งขี้เกียจดู
    แต่พอจบแล้วรู้สึกว่าคุ้มอ่ะ ไม่เสียดายตังเลยที่ได้ไปดู
    I know she's cool ...GWEN STEFANI...






    ปล. ขอลงไว้ก่อน เดี๋ยวจะมาเปลี่ยนเป็นภาษาอังกษให้หมดเลย 5555+ ไฮโซววววว
  • ### ~ Top 50 Songs of 2006 ~ ###

    31 dec 2006, 07:00

    ### ~ Top 50 Songs of 2006 ~ ###


    This is my 50 most favorite songs in 2006's. Counting for recordings released/played during the January 1st, 2006 through December 31st, 2006






    1. Because Of You
    Kelly Clarkson
    Breakaway





    2. All Good Things (Come To An End)
    Nelly Furtado
    Loose






    3. A Public Affair
    Jessica Simpson
    A Public Affair





    4. Unwritten
    Natasha Bedingfield
    Unwritten





    5. Buttons
    The Pussycat Dolls Featuring Snoop Dogg
    PCD





    6. Hurt
    Christina Aguilera
    Back To Basics





    7. We Ride (I See The Future)
    Mary J. Blige
    Reflections: A Retrospective





    8. Don’t Love You No More (I’m Sorry)
    Craig David
    The Story Goes





    9. Where’d You Go
    Fort Minor Featuring Holly Brook & Jonah Matranga
    The Rising Tied





    10. Confessions Of A Broken Heart (Daughter To Father)
    Lindsay Lohan
    A Little More Personal (Raw)





    11. Promiscuous
    Nelly Furtado Featuting Timbaland
    Loose





    12. Irreplaceable
    Beyonce Knowles
    B'Day





    13. SexyBack
    Justin Timberlake Featuring Timbaland
    FutureSex LoveSound






    14. Lithium
    Evanescence
    The Open Door





    15. Smile
    Lily Allen
    Alright, Still





    16. Come Back To Me (Part II)
    Se7en
    24/7






    17. I Write Sins Not Tragedies
    Panic At The Disco!
    Fever You Cant Sweat Out





    18. Hips Don’t Lie (Bamboo 2006 FIFA World Cup Mix)
    Shakira Feat. Wyclef Jean
    Oral Fixation Vol. 2 Re-Release Edition





    19. Zoom
    Tata Young
    Temperature Rising





    20. Be Without You
    Mary J. Blige
    The Breakthrough





    21. Shake That
    Eminem Featuring Nate Dogg
    Curtain Call: The Hits





    22. What Goes Around..., ...Comes Around
    Justin Timberlake
    FutureSex LoveSound





    23. Passion
    Utada Hikaru
    Ultra Blue





    24. Too Little, Too Late
    JoJo
    The High Road






    25. Come To Me
    P.Diddy Featuring Nicole Scherzinger
    Press Play





    26. So Sick
    Ne-Yo
    In My Own Words





    27. Skin Deep
    Natasha Thomus
    Playin’ With Fire





    28. Sorry
    Madonna
    Confessions On A Dance Floor





    29. Iris
    Ronan Keating
    Bring You Home





    30. Ring The Alarm
    Beyonce Knowles
    B'Day





    31. Nothing In This World
    Paris Hilton
    Paris





    32. Maneater
    Nelly Furtado
    Loose





    33. One
    Mary J. Blige Featuring U2
    The Breakthrough





    34. Patience
    Take That
    Beautiful World





    35. Stickwitu (R&B Remix)
    The Pussycat Dolls Featuring Avant
    PCD




    36. Wait A Minute
    The Pussycat Dolls
    PCD






    37. Keep Holding On
    Keep Holding On
    Eragon: Music From The Motion Picture





    38. No Promises
    Shayne Ward
    Shayne Ward





    39. Just So You Know
    Jesse McCartney
    Right Where You Want Me





    40. And Then We Kiss (Junkie XL Remix)
    Britney Spears
    B In The Mix: The Remixes





    41. Ever The Same
    Rob Thomas
    Something To Be





    42. 24
    Jem
    Finally Woken





    43. Not Ready To Make Nice
    Dixie Chicks
    Taking The Long Way





    44. Walk Away
    Kelly Clarkson
    Breakaway





    45. Lie About Us
    Avant Featuring Nicole Scherzinger
    Director





    46. Keep Tryin'
    Utada Hikaru
    Ultra Blue





    47. Move On
    Rain
    Eternal Rain





    48. Pump It
    Black Eyed Peas
    Monkey Business





    49. Fergalicious
    Fergie Featuring Will.I.Am
    The Dutchesst





    50. I Belong To Me
    Jessica Simpson
    A Public Affair
  • Lithium ~ what is the real meaning?

    10 dec 2006, 04:50




    'Lithium' is the second single from Evanescence's sophomore studio album The Open Door. This song is not a cover of or a homage to the Nirvana song of the same name.


    Lyrics to Evanescence Lithium

    Lithium - don't wanna lock me up inside
    Lithium - don't wanna forget how it feels without
    Lithium - I wanna stay in love with my sorrow
    oh but God I want to let it go

    come to bed, don't make me sleep alone
    couldn't hide the emptiness you let it show
    never wanted it to be so cold
    just didn't drink enough to say you love me

    I can't hold on to me
    wonder what's wrong with me

    Lithium - don't wanna lock me up inside
    lithium - don't wanna forget how it feels without
    Lithium - I wana stay in love with my sorrow

    Don't want to let it lay me down this time
    drown my will to fly
    here in the darkness I know myself
    can't break free until I let it go
    let me go...

    Darling, I forgive you after all
    anything is better than to be alone
    and in the end I guess I had to fall
    always find my place among the ashes

    I can't hold on to me
    wonder what's wrong with me

    Lithium - don't wanna lock me up inside
    Lithium - don't wanna forget how it feels without
    Lithium - I wana stay in love with my sorrow
    oh I'm gonna let it go...






    What is the real meaning of 'Lithium'?


    Is it just a very light metal ?
    or does it mean about a drug for bipolor people?


    It's not literal!!
    it's not literal about the drug!!


    It's sort of a metaphor about
    numbness and happiness and sort of like,
    It's the way to look at happiness in a negative way
    because it has always been, you know,
    kind of afraid to be happy.
    If anyone's saying "I'm happy",
    it is hilarious because that's just not true,
    I'm happy!!!.





    So it's like this fight within the song of
    like 'do I do this and get out of here and get happy?'
    or 'do I wallow in it like I always do?'


    And it's cool because at the end of the song
    they say "I'm going to let it go...",
    meaning of "I'm going to be happy..."



    ~ Tonberry ~